400 หน้า
14.5 x 21.2 x 1.7 CM
0.455 KG
9786166111828
25 พ.ค. 2569
เมื่อขุนเขาขับขาน เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดชีวิตครอบครัวหนึ่งตลอดเกือบหนึ่งศตวรรษของเวียดนาม ตั้งแต่ยุคอาณานิคมฝรั่งเศส การก้าวขึ้นของเวียดมินห์ การแบ่งประเทศเหนือ-ใต้ สงครามเวียดนาม จนถึงยุคปัจจุบัน เรื่องราวถูกบอกเล่าผ่าน “สองเสียง” ที่สลับกันไปมา เสี่ยวลาน (ยาย) ผู้เกิดปี 1920 และเฮือง (หลานสาว) ผู้เกิดปี 1960 ผ่านสายตาของผู้หญิงและคนธรรมดาในครอบครัวที่มักถูกมองข้ามในเรื่องเล่าของสงคราม หนังสือไม่ได้เล่าเพียงความสูญเสียจากสงคราม แต่ยังเผยให้เห็นถึง ความรัก ความอดทน และศักดิ์ศรีของมนุษย์ ที่ยืนหยัดเหนือกาลเวลา ความทรงจำที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านภาษา เพลง และเรื่องเล่าภายในครอบครัว รวมถึงการเยียวยาบาดแผล การให้อภัย และความหวังที่ถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง มันคือเรื่องของมนุษยชาติ เรื่องของการสูญเสีย การให้อภัย และความหวังที่ยังคงสืบต่อ แม้จะผ่านความโหดร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์ก็ตาม นวนิยายเล่มนี้ได้รับคำชื่นชมอย่างกว้างขวางว่าเป็นมหากาพย์อิงประวัติศาสตร์ที่ทั้งสะเทือนใจ สละสลวยราวบทกวี และเต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งความหวัง หากคุณอยากสัมผัส “เสียงแห่งความทรงจำ” ที่ถูกทำให้เงียบงันมานาน อยากเห็นมุมมองของคนเวียดนามธรรมดาที่ไม่เคยได้ยินในตำรา หรืออยากอ่านหนังสือที่ทั้งบาดลึกและให้พลังใจ
นวนิยาย เมื่อขุนเขาขับขาน (The Mountains Sing) ผลงานของเหงียน ฟาน เกว๊ มาย (Nguyen Phan Que Mai) นักเขียนชาวเวียดนาม ผู้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ คือหนึ่งในงานวรรณกรรมร่วมสมัยที่เปล่งเสียงแห่งความทรงจำได้ทรงพลังที่สุดในศตวรรษนี้ เรื่องราวที่ถักทอผ่านประวัติศาสตร์อันปั่นป่วนของเวียดนาม มิได้เพียงบอกเล่าความสูญเสียจากสงคราม หากยังเผยให้เห็นความรัก ความอดทน และศักดิ์ศรีของมนุษย์ที่ยังคงยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลา การที่ผลงานเรื่องนี้ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้าย (Shorttist) ของ Chommanard International Women's Literary Award ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของวรรณกรรมข้ามพรมแดน วรรณกรรมที่มิได้เป็นของชาติใดชาติหนึ่งหากเป็นของผู้อ่านทั่วโลกผู้พร้อมจะรับฟังเรื่องราวของกันและกัน เราเชื่อว่าวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่เพียงทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ความทรงจำที่เคยถูกทำให้เงียบงันได้เปล่งเสียงอีกครั้ง ผ่านสายตาของ ผู้หญิงและครอบครัวธรรมดา ๆ ผู้ซึ่งมักถูกละเลยในเรื่องเล่าของสงคราม นวนิยายเล่มนี้จึงมิใช่เพียงเรื่องของเวียดนาม หากเป็นเรื่องของมนุษยชาติ เรื่องของการ สูญเสีย การให้อภัย และความหวังที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เสียงของตัวละครใน เมื่อขุนเขาขับขาน ทำให้เราได้ตระหนักว่าประวัติศาสตร์มิได้ดำรงอยู่ในตำราเท่านั้น แต่ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของ ผู้คน ในภาษาที่พวกเขาพูด ในบทเพลงที่พวกเขาร้อง และในเรื่องเล่าที่ถูกส่ง ต่ออย่างเงียบงามภายในครอบครัว เรื่องเล่าเหล่านี้เองที่ช่วยเยียวยาบาดแผล ซึ่งสงครามทิ้งไว้ และช่วยให้ผู้อ่านได้มองเห็นความเป็นมนุษย์ร่วมกันเหนือความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการเมืองเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอผลงานชิ้นสำคัญนี้แก่ผู้อ่านภาษาไทยโดยสำนวนการแปลของ บัญชา วงศ์รัตนานุกูล ซึ่งสละสลวยงดงาม อ่านแล้วได้อรรถรสวรรณศิลป์ยิ่ง จนอาจเผลอน้ำตาปริ่มได้ และหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงหัวใจของผู้อ่านกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และเสียงเล่าของผู้คนอีกฟากหนึ่งของโลก ฉะนั้น ขอเชิญผู้อ่านก้าวเข้าสู่เรื่องราวที่ขุนเขามิได้เพียงตั้งตระหง่านหากยังขับขานความทรงจำของมนุษย์ตลอดกาล เพราะผลพวงของสงคราม คือบาดแผลที่ราวลึกของมนุษย์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกไม่ว่าจะมุมใดของโลก
คำนำสำนักพิมพ์เสียงชื่นชม แด่ เมื่อขุนเขาขับขานเสียงชื่นชมจากนานาชาติขุนเขาที่สูงที่สุดสีแดงบนเมล็ดข้าวสีขาวหมอดูลุกได้กลับต้องมาล้มอีกมหาทุพภิกภัยของขวัญจากพ่อการปฏิรูปที่ดินลงใต้เดินเท้าความลับของแม่จุดหมายปลายทางเด็กหนุ่มบ้านนอกหนทางสู่ความสุขลุงมิญของฉันเผชิญหน้าศัตรูบทเพลงของยายกิตติกรรมประกาศปีนเขาลูกแล้วลูกเล่าประวัตินักเขียน