จะเรียกว่าความบังเอิญ ปาฏิหาริย์ หรือความตั้งใจก็ตามแต่ นี่คือสิ่งที่เราพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก ความร่วมแรงร่วมใจ ความสามัคคี โดยที่ไม่ต้องการวาจาใดๆ เอื้อนเอื่อยออกมา

 ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ประเทศไทยนะครับ ที่ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์หลายแห่งกำลังเจอกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุคนอ่านหนังสือน้อยลง คนจับจ่ายใช้สอยยากขึ้น หรืออะไรก็ตามแต่ เป็นเหตุให้ร้านหนังสือเล็กๆ หลายแห่งที่ไม่สามารถประคับประคองตัวเองต่อไปได้ต้องปิดตัวลง แต่ร้านหนังสือเล็กๆ ที่ชื่อว่า October Books ร้านนี้กลับต้านทานคลื่นเศรษฐกิจได้ด้วยความรักความศรัทธาของผู้คนในเมืองแห่งนี้

กว่า 40 ปีที่ร้านหนังสืออิสระ October Books ตั้งตระหง่านอยู่ในเมืองเซาแธมป์ตัน และเป็นเพื่อนคู่ใจนักอ่านของประชาชนในเมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าเวลาจะเปลี่ยนแปลง มีร้านค้าหลายร้านต้องหมุนตัวให้ทันกับโลกปัจจุบัน จนตัวผันตัวเองไปทำธุรกิจที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ธุรกิจที่คนเหล่านั้นต้องยอมสละความเป็นตัวของตัวเอง

แม้ว่าร้าน October Books จะจำหน่ายแต่หนังสือ แต่ประชาชนในเมืองนี้จะรู้กันดีว่า ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นสถานที่รวบรวมสังคมของนักอ่านที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ แต่ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ร้านหนังสือแห่งนี้ต้องต่อสู้กับค่าเช่าที่นับวันจะยิ่งแพงขึ้นๆ จนเกินกว่าที่รายรับของร้านจะรับไหว

ปลายพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางร้านจำใจต้องยื่นเอกสารแจ้งคืนพื้นที่เช่าให้กับผู้ขาย เพราะไม่อาจสู้กับค่าเช่าได้อีกต่อไป โดยทางร้านเองก็จะไปหาทำเลในการย้ายร้านต่อไปในอนาคต และนี่คือจุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์กับร้านหนังสือแห่งนี้ครับ เพราะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรสำหรับคนไร้บ้าน ตกลงจะย้ายไปกับร้านหนังสือ October Books และเดือนมกราคมต่อมา ธนาคารก็ยอมรับข้อเสนอที่จะปล่อยสินเชื่อให้ด้วยนั่นเอง

และที่น่าสนใจยิ่งกว่า ร้าน October Books สามารถระดมทุนได้กว่า 500,000 เหรียญจากประชาชนในเมืองเพื่อนำมาเช่าซื้อตึกแห่งใหม่

“นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้คนในเมืองนี้ต้องการให้มีร้านหนังสือในเมืองพวกเขามากเพียงใด”

– แคลร์ หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง ให้สัมภาษณ์กับ เดอะ วอชิงตัน โพสต์

 

แต่อีกปัญหาหนักใจคือ ทางร้านจะขนย้ายหนังสือหลายพันเล่มออกไปยังร้านใหม่ของพวกเขาได้อย่างไรกัน ทางร้านจึงประกาศรับอาสาสมัครเป็น “สายพานลำเลียงหนังสือ” ด้วยระยะทางที่ห่างกันประมาณ 10 ไมล์ระหว่างทั้งสองตึก ทางร้านเองก็คิดว่าอาจจะชักชวนตนเข้ามาร่วมภารกิจ “สายพานลำเลียงหนังสือ” ได้อย่างน้อยก็สัก 150 คนก็ดีถมแล้ว

“เราเพียงต้องการทำอะไรที่ทุกคนสามารถเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันได้ และไอเดียนี้ไม่ต้องการคนหนุ่มกล้ามโต เพราะทุกคนสามารถช่วยกันขนย้ายหนังสือได้ ได้ทุกคนเลยจริงๆ ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงวัยเกษียณ และนี่ทำให้สังคมของเราน่าอยู่มากๆ”

– แคลร์กล่าว

 

ไม่กี่สัปดาห์ที่ทางร้านได้ทำการประชาสัมพันธ์ถึงกิจกรรม “สายพานลำเลียงหนังสือ” นี้ออกไปทางโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ปรากฏว่ามีคนหลายร้อยให้ความสนใจที่จะเข้าร่วม แต่ทางร้านก็ยังหวั่นใจลึกๆ ว่าพวกเขาจะมาจริงๆ ใช่ไหม

เช้าวันอาทิตย์ถึงเวลาที่จะต้องขนย้ายหนังสือก็มาถึง แคลร์ตื่นขึ้นมาพบกับเมฆครึ้ม เธอเดินไปที่ร้านเตรียมตัวเริ่มภารกิจย้ายหนังสือ ทั้งที่ลึกๆ ในใจเธอก็กลัวว่าด้วยอากาศแบบนี้ คนที่อาสาจะมาช่วยทางร้านจะมาจริงแน่ๆ ใช่ไหม เมื่อมาถึงเธอพบคนไม่กี่สิบคนเท่านั้นเอง ในขณะที่กำลังจะถอดใจขนย้ายหนังสือเท่าด้วยกำลังคนที่มี คนที่เดินผ่านไปมาเมื่อรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ก็จะกระโดดเข้าร่วมวงด้วยทันที มิเพียงเท่านั้นร้านอาหารใกล้เคียงยังได้เอื้อเฟื้อชากาแฟร้อน ๆ มาบริการเหล่าอาสาสมัครด้วย

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกมาสำนักข่าวหลายแห่งเลยนะครับ ที่เดินทางมาทำข่าวไม่เว้นแม้แต่ CNN คือต้องถามว่าอะไรที่ทำให้ร้านหนังสือแห่งนี้มีคนรักมากมายถึงขนาดนี้ ใช่การอ่านหรือไม่ที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้แข็งแรง  สังคมดีๆ ไม่ได้นอกจากเดินตามหาแล้ส เราก็สามารถสร้างขึ้นมาเอง มาทำให้สังคมการอ่านของประเทศไทยเราน่าอยู่กันเถอะครับ ^^